ประวัติโหราศาสตร์ และวิวัฒนาการ

Astrology = astro[ดวงดาว] + logia[ความรู้]

ความรู้เกี่ยวกับวันและคืนหรือความรู้เกี่ยวกับเวลา

  • เริ่มด้วยความเชื่อที่ว่าโลกนี้มีกฏเกณฑ์ ความรู้จึงได้แก่ความรู้กฏเกณฑ์
  • และความฉลาดคือการแสวงหากฏเกณฑ์ ที่สามารถแสดงออกให้ผู้อื่นเข้าใจได้
  • ในสถานที่ต่างๆ ทั่วโลกมีการศึกษาค้นพบร่องรอยของโหราศาสตร์ปรากฏอยู่มากมาย
  • ถ้าโหราศาสตร์ไม่ดีจริง ก็คงไม่สามารถเจริญรุ่งเรือง สืบทอดมาตั้งแต่ในอดีตกาลจนถึงรุ่นปัจจุบัน
  • อีกทั้งการค้นพบดวงดาวใหม่ๆ กลับยิ่งเพิ่มความหลากหลายของวิชาให้มากขึ้น
  • วิชาใดเป็นการหลอกลวงหรือใช้ไม่ได้ผลก็จะถูกคัดกรองโดยกระบวนการความเชื่อของมนุษย์เอง
  • นับเป็นจุดเปลี่ยนของแนวคิดโหราศาสตร์สู่โลกปรัชญาหลังนวยุค

วิทยาการของแต่ละสาขาวิชานั้นอาจเกิดมาจากที่ใดที่หนึ่ง แต่วันหนึ่งจะเป็นของสากล สิ่งลึกลับไม่ได้หมายถึงภูตผีปีศาจ สิ่งมหัศจรรย์ แต่หมายถึงทุกสิ่งไม่ว่าจะเป็นรูปธรรมหรือนามธรรม นั่นคือสิ่งที่มนุษย์ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ไม่สามารถจะเข้าใจได้นับเป็นสิ่งลึกลับ
เช่นไฟฟ้าเคยเป็นสิ่งลึกลับเมื่อเราเข้าใจมัน ก็ไม่ใช่สิ่งลึกลับต่อไป จุลินทรีย์หรือเชื้อโรคที่วันหนึ่งเราไม่รู้จักไม่สามารถเห็นได้ ต่อมาก็รู้ว่ามีจริง วันหนึ่งการหาฤกษ์คลอดเพื่อผ่าคลอดกลายเป็นเรื่องสะดวกกว่าการคลอดเอง การหาฤกษ์คลอดจึงเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับหลายๆคน ไม่ว่าเพื่อความปลอดภัย ความโชคดี ไม่ว่าจะเพื่ออะไรก็ตามการหาฤกษ์คลอดนับเป็นประเด็นปัญหาสำหรับใครหลายคน โดยเฉพาะชาวพุทธที่ส่วนใหญ่เชื่อว่ามนุษย์มีชะตาเป็นของตนเองอยู่แล้ว

ลองมาศึกษาต่อเกี่ยวกับลำดับความเชื่อทางโหราศาสตร์ที่ผ่านการวิวัฒนาการมายาวนานแล้วจะเข้าใจว่าทำไมโหราศาสตร์อยู่คู่มนุษย์มาตลอดในทุกๆอารยธรรมล้วนมีหลักฐานปรากฏชัดเจน

philosophy11

5 แนวคิดที่พัฒนาจากอดีตสู่ปัจจุบัน

1. กระบวนทรรศน์ยุคดึกดำบรรพ์เริ่มตั้งแต่มีมนุษย์จนถึงทุกวันนี้

  • คิดว่าทุกอย่างมาจากน้ำพระทัยของสิ่งศักดิ์สิทธิ์เบื้องบน
  • เคารพสักการะเบื้องบนด้วยความหวังว่าจะคุ้มครองให้พวกเขาปลอดภัยจากภัยธรรมชาติ
  • โลกไม่มีกฏเกณฑ์แล้วแต่น้ำพระทัยเบื้องบน เรียกโลกแบบนี้ว่า กลีภพ (chaos)
  • ความเชื่อนี้ช่วยลดความเคร่งเครียดต่อความเกรงกลัวภัยธรรมชาติ

 

2.กระบวนทรรศน์ยุคโบราณ หนึ่งพันปีก่อนค.ศ. จนถึงปัจจุบัน

  • คิดว่าทุกอย่างมาจากกฎธรรมชาติ
  • เกิดความไม่พอใจกับความรู้เท่าที่รู้ มองเห็นคำถามต่อไปและต้องการหาคำตอบที่พอใจให้ได้
  • ศาสตร์ความรู้หลายอย่างเกิดในยุคนี้ เช่น วิทยาศาสตร์ โหรศาตร์ ปรัชญา สถิติ ดาราศาสตร์
  • ใช้ศรัทธาต่อศาสนาเพื่อดำรงอำนาจของตนและเสริมประกาศิตให้กับกฎระเบียบต่างๆ
  • โหราศาสตร์มีจุดเริ่มต้นในยุคนี้ ด้วยการกำหนดดวงดาวบนแผ่นฟ้าเป็นเทพเจ้าที่ควบคุมสิ่งต่างๆบนโลกมนุษย์

 

3.กระบวนทรรศน์ยุคกลางตั้งแต่ ค.ศ.1 จนถึงปัจจุบัน

  • คิดว่าทุกอย่างที่กระทำในโลกนี้ก็เพื่อส่งผลดี ในโลกหน้า
  • เริ่มจากคำสอนของศาสนาที่มีบทบาทสูง สอนให้ทำดีเพื่อรอรับผลในภายภาคหน้า
  • ซึ่งอาจเป็นโลกหน้า คนมีความศรัทธาต่อศาสนามากในยุคนี้
  • เป็นยุคมืดของโหราศาสตร์ ถูกกำจัดและต่อต้านเป็นอย่างมาก

 

4. กระบวนทรรศน์นวยุค ตั้งแต่ประมาณ ค.ศ. 1500 ถึงทุกวันนี้

  • คิดว่าทุกอย่างที่เป็นความจริงต้องสามารถพิสูจน์ได้ด้วยระบบวิทยาศาสตร์
  • เป็นการมองหาสาเหตุและเหตุผลที่ช่วยให้พวกเขาพบกับความสุขในโลกนี้
  • โดยไม่ต้องรอให้ถึงโลกหน้าความสุขที่ได้จึงเป็นความสุขเชิงวัตถุนิยม
  • นับเป็นเพียงความสุขอย่างหยาบที่ตอบสนองความต้องการทางกายเท่านั้น
  • ความรู้เชิงวัตถุนิยมแบบไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยวิทยาศาสตร์ยังคงมีผลในยุคนี้
  • เช่น ศาสนา ปรัชญา โหรศาสตร์ แต่มีการอธิบายแบบวิทยาศาสตร์มากขึ้น

 

5. กระบวนทรรศน์หลังนวยุค ตั้งแต่ ค.ศ. 1975 ถึงปัจจุบัน

  • คิดว่าความรู้ทุกอย่างมีประโยชน์ และต้องมองคิดด้วยวิจารญาณที่ต้องวิเคราะห์ ประเมินค่า และประยุกต์ใช้
  • ลบแนวความคิดเดิมที่ว่าความรู้ที่เป็นจริงต้องพิสูจน์ได้ด้วยกฎ
  • เพราะความรู้เดิมไม่สามารถให้ความสุขที่แท้จริงแต่กลับจะสร้างปัญหาให้กับสังคม

 

การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของโหราศาสตร์จากบทความนี้ทำให้เราเข้าใจได้ว่า การเลือกใช้หรือเชื่อความเชื่อใดเพื่อความก้าวหน้าในชีวิตเป็นสิ่งที่พอมีเหตุผล การหาฤกษ์คลอดเองก็เช่นกัน เป็นไปตามหลักการดังกล่าว แม้จะไม่แน่ใจในผลของมันแต่ทุกคนพอใจที่จะได้เลือกได้ควบคุมชะตาตัวเองได้บ้าง

 

อ่านเพิ่มเติม
ปัจจัยแห่งความสำเร็จ
หาฤกษ์คลอด

 

สรุปจากหนังสือคิดใหม่ โหราศาสตร์หลังนวยุค (กันยาวีร์ สัทธาพงษ์)